วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

อาหารอำเภอแม่สรวย

อาหารพื้นเมืองแม่สรวย

มีหลากหลายประเภท  ทั้ง แกง, ผัด, คั่ว, จอ, นึ่ง, ลาบ, น้ำพริก, แอ๊บ, ขนม เป็นต้น
              แกง เป็นอาหารประเภทน้ำ ที่มีปริมาณน้ำแกงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับส่วนประกอบต่างๆ ในหม้อ มีวิธีการทำ โดยใส่น้ำ พอเดือด ใส่เครื่องปรุง แล้วใส่ส่วนประกอบหลักที่ต้องการแกงตามลำดับ บางสูตร นิยมคั่วเครื่องแกงกับน้ำมันเล็กน้อย จนเครื่องแกงและส่วนผสมอื่น เช่น หมู ไก่ จนมีกลิ่นหอมก่อน จึงจะเติมน้ำลงไป และจึงใส่เครื่องปรุงอื่นๆ ตามไป เมื่อน้ำเดือด หรือเมื่อหมู หรือไก่ได้ที่แล้ว เครื่องปรุงหลัก ได้แก่ พริก หอมแดง กระเทียม ปลาร้า กะปิ ถ้าเป็นแกงที่มีเนื้อสัตว์ เป็นเครื่องปรุงด้วย จะใส่ตะไคร้ ขมิ้น เพื่อดับกลิ่นคาว  แกงพื้นบ้านของอำเภอเชียงคำ  เช่น    แกงโฮ๊ะ  แกงคั่ว  แกงส้มปลา  แกงอ่อม  แกงสะแล  แกงผักเฮือด  แกงกระด้าง  แกงปลี  แกงผักกาด  แกงแค  แกงตูน  แกงชะอม  แกงขนุน  แกงบอน  แกงผักหวาน  แกงหน่อไม้  แกงหยวก  แกงเห็ด  ข้าวแรมฟืน  จอผักกาด เป็นต้น


จอผักกาด


แกงกระด้าง


แกงขนุน


แกงบอน


ยำเตา


แกงผักหวานใส่ไข่แมงมัน


แกงผักหละ


แกงหน่อไม้


แกงแค


แกงสะเเล

          น้ำพริก เป็นอาหารหรือเครื่องปรุงชนิดหนึ่ง มีส่วนประกอบหลัก คือ พริก เกลือ หอม กระเทียม เป็นต้น อาจมีส่วนผสมอื่นๆ เช่น กะปิ ถั่วเน่าแข็บ ปลาร้า มะเขือเทศ ข่า ตะไคร้ เพิ่มเข้าไป แล้วแต่จะปรุงเป็นน้ำพริกแต่ละชนิด วิธีการปรุง จะนำส่วนผสมทั้งหมดมาโขลกรวมกันในครก เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกกบ น้ำพริกปลา น้ำพริกพื้นบ้านของอำเภอเชียงคำ  เช่น น้ำพริกอ่อง  น้ำพริกแคบหมู  น้ำพริกหนุ่ม  น้ำพริกน้ำปู เป็นต้น



แอ๊บถั่วเน่า



น้ำพริกจี้กุ่ง


น้ำพริกอ่อง


น้ำพริกน้ำปู


น้ำพริกน้ำผัก


น้ำพริกหนุ่มแคบหมู

ที่มา:http://amphoemaesuai.blogspot.com/2016/03/blog-post_13.html

เทศกาลและประเพณี

เทศกาลอำเภอแม่สรวย

งานชิมชาวาวี ชิมกาแฟสดรสดี ดอยช้าง งามเสริมสร้างวัฒนธรรมประเพณีชนเผ่า ตำบลวาวี



          จุดเด่นของดอยวาวี นอกเหนือจากชารสดีและกาแฟรสเยี่ยมแล้ว ในช่วงหน้าหนาว โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ยังจะได้เห็นดอกพญาเสือโคร่งสีชมพูสดใสบานเต็มไปหมด จนบางคนเรียกว่า 'ดอกซากุระเมืองไทย'
         
          จุดชมความงามของซากุระที่ดอยวาวีนั้น จะอยู่ที่ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตเชียงราย (สถานีทดลองเกษตรที่สูงวาวี) บน 'ดอยช้าง' เขาลูกหนึ่งแห่งดอยวาวีที่มีรูปร่างเหมือนช้างสองแม่ลูก ที่สถานีแห่งนี้นอกเหนือจากไม้เมืองหนาวนานาชนิดแล้ว ยังมีพุทธอุทยาน อันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสมเด็จพระพุทธสิกชี สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่สถานีฯ กลางพุทธอุทยานมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 9 แห่งที่นำไปทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่งมีน้ำใสสะอาดไหลเย็นฉ่ำตลอดทั้งปีไม่เคยเหือดแห้ง หลายๆ คนนิยมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์มาล้างหน้าล้างตาดื่มกินเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตด้วย




          สำหรับประวัติความเป็นมาของดอยวาวี เดิมเป็นหมู่บ้านที่ทหารกองทัพที่ 5 สังกัดกองพล 93 อพยพเข้ามาลงหลักปักฐานในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ดอยแม่สลอง เมื่อราว พ.ศ.2504 หมู่บ้านวาวีเป็นหมู่บ้านเล็กกว่าหมู่บ้านสันติคีรี บนดอยแม่สลอง แต่ยึดอาชีพปลูกชาพันธุ์พื้นเมืองมาก่อน เนื่องจากละแวกดอยวาวี มีชาป่าขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป ชาป่าเป็นชาพันธุ์พื้นเมือง หรือที่เรียกว่า ชาพันธุ์อัสสัม คนเหนือนำไปหมัก ทำเมี่ยง หรือไปชงเป็นชาแดง แต่ไม่หอมเท่าชาอู่หลง และให้ผลผลิตไม่ดี อีกทั้งตั้งอยู่บนดอยห่างไกล ผลผลิตเมื่อนำออกสู่ตลาด จึงมีราคาสูง ส่งขายสู้คู่แข่งไม่ได้ ชาววาวีไม่น้อย จึงหันไปทำสวนผลไม้ ได้แก่ ลิ้นจี่ และส้ม

          ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ชาพันธุ์ชิงชิง และชาเบอร์ 12 จากไต้หวันได้ถูกนำมาปลูกบนดอยแม่สลองเพื่อผลิตเป็นชาอู่หลง และได้รับความนิยม ชาวบ้านบนดอยวาวี จึงเริ่มหันมาปลูกชาพันธุ์ใหม่แทนพันธุ์พื้นเมืองกันมากขึ้น


          หนาวนี้ใครสนใจชิมชาหรือจิบกาแฟบนดอยวาวี พบกันวันที่ 1 ธันวาคม 2557 - 31 มกราคม 2558 ร่วมกิจกรรมสนุกสนานมากมาย เช่น การเดินขบวน การแข่งขันกีฬาชาวดอย วิ่งเข็นครก, ตีลูกข่าง, ยิงหน้าไม้, ขว้างสาก, ชักเย่อ ฯลฯ สามารถเดินทางไปร่วมงานได้


บวงสรวงหลวงพ่อทองคำและปอยหลวงวัดหนองหล่ม แม่สรวย เชียงราย




          งานบวงสรวงหลวงพ่อทองคำและปอยหลวง เป็นอีกงานหนึ่งที่ทางวัดหนองหล่ม ตำบลเจดีย์หลวง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ได้จัดขึ้นเป็นงานประจำปีของวัดหนองหล่ม เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา พร้อมกับทำพิธียกช่อฟ้าวิหารหลังใหม่ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการก่อสร้าง และงานรื่นเริง เป็นอีกงานหนึ่งที่แต่ละวัดจะจัดขึ้นเมื่อมีการจัดงานปอยหลวงขึ้นถือเป็นประเพณี เช่น ซอ มวย รำวงย้อนยุค หนังกลางแปลง ลิเก เป็นต้น ส่วนหลวงพ่อทองคำเป็นพระพุทธรูปที่มีอายุยาวนานตั้งอยู่ด้านในของวิหารหลังปัจจุบัน...













งานบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม่สรวย เชียงราย

เชิญเที่ยวงานบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม่สรวย เชียงราย



          อำเภอแม่สรวยร่วมกับชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ขอเชิญเที่ยวงานบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ระหว่างวันที่ 18-22 มกราคม 2559 ณ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ใกล้โรงบาลแม่สรวย ซึ่งจะจัดเป็นประจำทุกปี ชมขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามของแต่ละตำบล การออกร้านมัจฉากาชาด ประกวดธิดาแม่สรวย ประกวดลูกสาวกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน รำวง ดิสโก้เธค สินค้าราคาถูก สวนสนุก และพบกับศิลปินนักร้องชื่อดัง อย่าลืมไปเที่ยวและสักการะกราบไหว้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกันนะค่ะ...









ประเพณีอำเภอแม่สรวย

ประเพณีโล้ชิงช้าชาวอาข่า




           ประเพณีโล้ชิงช้า หรือ งานเทศกาลปีใหม่โล้ชิงช้าของชาวอาข่า (อีก้อ) จัดขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2557 - 30 กันยายน 2557 เป็นการรำลึกถึงพระคุณแห่งเทพธิดา "อึ่มซาแยะ" ผู้ประทานความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ให้กับพืชพันธุ์ธัญญาหาร และเพื่อเป็นการฉลองให้กับพืชผลที่มีความเจริญงอกงามรอเก็บเกี่ยว รำลึกและให้เกียรติสตรี พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ, การเลี้ยงฉลอง, การเต้นรำ ซึ่งแต่ละชุมชนจะไม่ตรงกัน เนื่องจากการกำหนดวันจัดพิธีกรรมต้องดูความเหมาะสมของวันที่จะเริ่มทำพิธี แต่จะต้องเป็นวันดีและเข้ากันได้กับผู้นำชุมชนนั้น ๆ

               ประเพณีโล้ชิงช้า หรืออ่าข่าเรียกว่า "แย้ขู่อ่าเผ่ว" ซึ่งจะมีการจัดขึ้นทุกๆ ปี ประมาณปลายเดือนสิงหาคม ถึงต้นเดือนกันยายนซึ่งจะตรงกับ ช่วงที่ผลผลิต กำลังงอกงาม และพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่วัน ในระหว่างนี้อ่าข่าจะดายหญ้าในไร่ข้าวเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากดายหญ้าแล้วก็รอสำหรับการเก็บเกี่ยว ตรงกับเดือนของอ่าข่าคือ ฉ่อลาบาลาประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอ่าข่า ถือเป็นพิธีกรรมที่มีคุณค่ามากด้วยภูมิปัญญาที่ใช้ในการส่งเสริมความรู้แล้ว ยังเกี่ยวพันกับการดำรงชีวิตประจำวันของอ่าข่าอีกมากมาย




               และหลังจากที่จัดงานประเพณีโล้ชิงช้าเสร็จแล้ว ชุมชนอ่าข่าก็จะไม่มีการตัดไม้ดิบเข้ามาในชุมชนอีก ไม้ดิบในที่นี้คือไม้ยืนต้น หรือไม้ทุกชนิดที่ยังไม่ได้ถูกตัด ยกเว้นกรณีที่มีคนตายแล้วเท่านั้น จึงถือว่าเป็นวันเข้าพรรษาของชาวอ่าข่าอีกเช่นกัน ในการจัดประเพณีโล้ชิงช้าแต่ละปีของอ่าข่า จะต้องมีฝนตกลงมา ถ้าปีไหนเกิดฝนไม่ตก อ่าข่าถือว่าไม่ดี ผลผลิตที่ออกมาจะไม่งอกงาม ประเพณีโล้ชิงช้า มีระยะเวลาในการจัดรวม 4 วันด้วยกัน โดยแต่ละวันมีกำหนดการดังนี้

วันที่ 1" จ่าแบ"
          ผู้หญิงอ่าข่าอาจเป็นแม่บ้านของครัวเรือน หรือถ้าแม่บ้าน ไม่อยู่อาจเป็นลูกสาวไปแทนก็ได้ ก็จะแต่งตัวด้วยชุดประจำเผ่าเต็มยศแล้วออกไปตัดน้ำที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาน้ำที่ตักมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ อ่าข่าเรียกว่า "อี๊จุอี๊ซ้อ" การเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วของแต่ละครอบครัว และในวันนี้ก็มีการตำข้าวปุ๊ก ห่อถ่องข้าวปุ๊ก หรือห่อถ่อง คือข้าวที่ได้จากการตำอย่าง ละเอียดโดยก่อน ที่จะตำก็จะนำข้าวสาร (ข้าวเหนียว) แช่ไว้ประมาณ 1 คืน พอรุ่งเช้าก็นำมานึ่ง หลังจากนึ่งเสร็จ หรือได้ที่แล้วก็จะมีการโปรยด้วยน้ำอีกรอบหนึ่ง แล้วก็นึ่งต่อระหว่างที่รอข้าวสุก ก็จะมีการ ตำงาดำผสมเกลือไปด้วย เพื่อไม่ให้ข้าวเหนียวที่ตำติดมือเวลานำมาปั้นข้าวปุ๊กซึ่งต้องใช้ในการทำพิธีเช่นกัน

วันที่ 2 วันสร้างชิงช้า
          เป็นวันที่ทุกคนจะมารวมตัวกันที่บ้านของ โจว่มาผู้นำศาสนา เพื่อจะปรึกษา และแบ่งงานในการจะปลูกสร้างชิงช้าใหญ่ของชุมชน หรืออ่าข่า เรียกว่า หล่าเฉ่อในวันนี้จะไม่มีการทำพิธีใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งสัตว์ก็จะไม่ฆ่า หลังจากที่สร้างชิงช้าใหญ่ของชุมชนเสร็จ ก็จะมีพิธีเปิดโล้ชิงช้าโดย โจว่มา ผู้นำศาสนา จะเป็นผู้เปิดโล้ก่อน จากนั้นทุกคนก็สามารถโล้ได้ หลังจากที่สร้างชิงช้าใหญ่ของชุมชนเสร็จ ต้องมาสร้างชิงช้าเล็กไว้ ที่หน้าบ้าน ของตนเองอีกเพื่อให้ลูกหลานของตนเล่น ทุกครัวเรือนจะต้องสร้างเพราะถือว่าเป็นพิธี




วันที่ 3วัน ล้อดา อ่าเผ่ว
          วันนี้ถือเป็นวันพิธีใหญ่ มีการเลี้ยงฉลองกันทุกครัวเรือนมีการเชิญผู้อาวุโส หรือแขกต่างหมู่บ้านมาร่วมรับประทานอาหารในบ้านของตน ผู้อาวุโสก็จะมี การอวยพรให้กับเจ้าบ้านประสบแต่ความสำเร็จในวันข้างหน้า

วันที่ 4จ่าส่า
          สำหรับในวันนี้จะไม่มีการประกอบพิธีกรรมอะไรทั้งสิ้น นอกจากพากันมาโล้ชิงช้า แต่พอตะวันตกดิน หรือประมาณ 18.00 น ผู้นำศาสนาก็จะทำการเก็บ เชือกของชิงช้า โดยการมามัดติดกับเสาชิงช้า ถือว่าบรรยากาศในการโล้ชิงช้าก็จะได้จบลงเพียงเท่านี้ และหลัง อาหารค่ำก็จะทำการเก็บ เครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ เข้าไว้ที่เดิม หลังจากที่เก็บเครื่องเซ่นไหว้เหล่านี้แล้วถือว่าเสร็จสิ้นพิธีกรรมประเพณีโล้ชิงช้า







ประเพณีปีใหม่ (กินวอ) ชาวเขาเผ่าลาหู่ บ้านแม่ผักแหละ แม่สรวย เชียงราย




          วันที่ 1 มกราคมของทุกปี จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนเมืองหรือคนพื้นราบ แต่ปีใหม่ของชาวเผ่าลาหู่จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธุ์ ซึ่งจะจัดขึ้นปีละครั้ง แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะจัดขึ้นวันที่เท่าไรของเดือน สำหรับปีนี้ประเพณีปีใหม่ (กินวอ) ของชาวเขาเผ่าลาหู่ หรือว่ามูเซอแดง ที่บ้านแม่ผักแหละ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 - 9 กุมภาพันธุ์ 2557 รวมทั้งหมด 7 วัน 7 คืนด้วยกัน ตลอดระยะเวลาตามประเพณีปีใหม่ของชาวเขาลาหู่ จะหยุดการทำงาน เช่น ทำไร่ ทำนา เพื่อมาร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ และรื่นเริงกัน โดยแบ่งประเพณีขึ้นปีใหม่ (กินวอ) ของผู้หญิง 3 วัน และของผู้ชาย 4 วัน ชาวเขาเผ่ามูเซอแดงที่บ้านแม่ผักแหละมีทั้งนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และนับถือทั้ง 2 ศาสนา


          วันปีใหม่ของชาวเขาเผ่าลาหู่....จะใช้หมูดำเป็นหลักในการเซ่นสังเวยต่อเทพเจ้าที่ชาวลาหู่ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก โดยจะใช้ส่วนที่เป็นหัวของหมูเซ่นสังเวย และข้าวปุ๊ก ข้าวปุ๊กทำจากข้าวเหนียวที่สุกแล้วนำมาตำและปั้นเป็นแผ่นกลมแบนโรยด้วยงา เวลาไปเที่ยวที่บ้านของชาวลาหู่ เขาจะให้เป็นของฝากกับแขกที่ไปเยี่ยมที่บ้าน ส่วนเนื้อหมูก็จะนำมาทำเป็นอาหาร สำหรับเลี้ยงสังสรรคนในครอบครัวที่ออกไปทำงานต่างถิ่นและกลับมาเยี่ยมบ้านในวันประเพณีปีใหม่ ส่วนกลางคืนก็จะเป็นการเต้นรอบต้นวอหรือต้นไม้ปีทุกคืนจนกว่าประเพณีกินวอจะหมดเทศกาล...








กฐินสามัคคีวัดแสงแก้วโพธิญาณ แม่สรวย เชียงราย




          ประเพณีทอดกฐิน มีการจัดทอดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังประเพณีออกพรรษา และต้องมีพระภิกษุจำพรรษาโดยไม่ขาดพรรษาเลย ไม่ต่ำกว่า 5 รูป และแต่ละวัดสามารถรับกฐินได้ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น การทอดกฐินเป็นกาลทานตามพระวินัย กำหนดกาลไว้คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 สำหรับกฐินสามัคคีวัดแสงแก้วโพธิญาณปีนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18-19 ตุลาคม 2557 เพื่อหาทุนสร้างหอพระแก้วไม้สัก หาทุนสร้างพระวิหารหลวง หาทุนสร้างโรงทาน และหาทุนสร้างกุฏิสงฆ์

          คำว่า "กฐิน" แปลว่า "ไม้สะดึง" คือกรอบไม้ชนิดหนึ่งสำหรับขึงผ้าให้ตึง สะดวกแก่การเย็บ การทำจีวรในสมัยโบราณจัดเป็นงานเอิกเกริก เช่น ตำนานกล่าวไว้ว่า การเย็บจีวรนั้น พระเถรานุเถระต่างมาช่วยกัน เป็นต้นว่า พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ แม้สมเด็จพระบรมศาสนาก็เสด็จลงมาช่วย การทำบุญทอดกฐินเป็นกุศลแรงเพราะเป็นกาลทาน ดังนั้นถ้าพุทธศาสนิกชนมีความเลื่อมใสใคร่จะทอดกฐิน ก็ต้องจองกฐิน แล้วเขียนหนังสือปิดประกาศไว้ ณ วัดนั้น เพื่อให้รู้ทั่วๆ กัน ครั้นกำหนดวันทอดกฐินแล้วก็เตรียมจัดหาเครื่องผ้ากฐินคือ ไตรจีวรพร้อมทั้งเครื่องบริขารอื่นๆ

          อานิสงส์กฐิน บุญทอดกฐินนั้นเป็นบุญใหญ่ เพราะเป็นกาลทานที่จำกัดด้วยกาลเวลาทั้งเป็นสังฆทานอันบริสุทธิ์ที่ถวายแด่หมู่สงฆ์ ยิ่งถ้าได้ทุ่มเททำอย่างสุดกำลังชนิดที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง บุญที่เกิดขึ้นย่อมมีอานุภาพมากไม่มีประมาณ บุญนั้นย่อมส่งผลโดยเร็วพลันให้ผู้ทำมีชีวิตที่เจริญ รุ่งเรืองขึ้นในปัจจุบัน และบุญยังส่งผลต่อไปในอนาคตให้ได้เสวยทิพยสมบัติในสวรรค์ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเลิกยากจนไปทุกชาติ ตราบวันเข้าสู่พระนิพพาน













วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

แหล่งท่องเที่ยวอำเภอแม่สรวย

ภูน้ำสรวย...เขื่อนแม่สรวย เชียงราย




          ภูน้ำสรวย....หรือจะเรียกอีกชื่อว่า "เขื่อนแม่สรวย" สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2541 โดยทางสำนักงานชลประทานแม่สรวย ได้ก่อสร้างเขื่อนแม่สรวยขึ้นที่ช่องเขาด้านทิศเหนือของยอดเขาแห่งนี้ ตั้งอยู่หมู่ 14 บ้านเด่นภูเวียง ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เป็นอ่างกักเก็บน้ำขนาดใหญ่สวยงามโดยมีภูเขาล้อมรอบกักเก็บน้ำจากลำน้ำสรวยผันน้ำไปใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรกรรม และอยู่ในเขตดูแลรับผิดชอบของสำนักงานชลประทานแม่สรวย
          ภายในอ่างเก็บน้ำแม่สรวยจะมีร้านอาหาร ร้านกาแฟกับมุมสวย บรรยากาศดี ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว หรือจะเช่าแพล่องเรือชมวิวของอ่างเก็บน้ำแม่สรวยใช้เป็นที่สังสรรค์กับเพื่อนๆได้ ภูน้ำสรวยอยู่ห่างจากอำเภอแม่สรวย 7 กิโลเมตร ใช้เส้นทางที่จะไปดอยวาวี ดอยช้าง เข้าที่บ้านตีนดอย ถนนได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ดีมาก
          ภูน้ำสรวย ได้ปรับปรุงเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอแม่สรวยขึ้นมาใหม่ ที่นี่มีของเล่นหลากหลายให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเหมาะกับสภาพอากาศในหน้าร้อน  เช่น  เรือบานาน่าโบ๊ท  เรือแคนู  เจ๊ทสกี  โซฟา  ซอฟท์บอล
          บริเวณภายในเขื่อนแม่สรวยจะเป็นที่ตั้งของพระมหาเจดีย์พระบรมธาตุคุ้มเวียงสรวยเป็นอีกหนึ่งในศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนาของอำเภอแม่สรวย กับตำนานจ๊างปู๊เอกงาเดียวช้างศึกของพ่อขุนทัพคุ้มเวียงสรวย ขับรถขึ้นไปเที่ยวได้ ถนนชันนิดหนึ่ง มีโอกาสมาเที่ยวภูน้ำสรวย อย่าลืมขึ้นไปสักการะกราบไหว้ได้นะค่ะ...










ถ้ำแม่สรวย เชียงราย




         "ถ้ำแม่สรวย" หรือเรียกอีกชื่อว่า "ถ้ำพระวิหารไตรลักษณาคุณพุทธสถาน" ตั้งอยู่ที่บ้านเด่นภูเวียง หมู่ 14 ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เมื่อเดินเข้าไปด้านในของถ้ำจะพบกับห้องโถงที่กว้างใหญ่ และเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปหลายองค์ให้สักการะกราบไหว้ ภายในถ้ำอากาศด้านในจะเย็นมาก และจะมีหลายทางเดินให้เราได้ชมความสวยงามของถ้ำทั้งหินงอก หินย้อย เสาถ้ำ บางจุดจะมีบ่อน้ำตามซอกหิน เมื่อเดินขึ้นไปอีกจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระแก้วมรกต ซึ่งทางเดินขึ้นไปที่องค์พระแก้วมรกตจะเป็นทางเดินที่แคบและต่ำมากต้องคลานขึ้นไปจุดนี้จะปิดล็อคด้วยประตูใส่กุญแจและจะเปิดให้สักการะกราบไหว้พระแก้วมรกตเมื่อถึงประเพณีขึ้นถ้ำแม่สรวยซึ่งเป็นประเพณีที่จะจัดขึ้นทุกปีเมื่อถึงประเพณีสงกรานต์

         สำหรับเส้นทางไปเที่ยวถ้ำแม่สรวย จะใช้เส้นทางไปเขื่อนแม่สรวย หรือใช้เส้นทางไปวัดแม่สรวยหลวงก็ได้ ถนนไปถ้ำแม่สรวยเป็นเส้นทางที่ขับเลียบไปกับเขื่อนแม่สรวย ทำให้เห็นวิวของเขื่อนแม่สรวยไปพร้อมๆ กัน สวย ถนนเป็นดินลูกรังที่เทศบาลเวียงสรวยปรับเรียบร้อย รถเก๋งไปได้ ขึ้นเขาบ้าง ลงเขาบ้างแต่ไม่อันตราย ระยะทางไม่ไกล และเมื่อไปถึงถ้ำแม่สรวยต้องออกกำลังขาเดินขึ้นไปเพราะถ้ำอยู่สูง เมื่อมองลงมาจากถ้ำจะเห็นเขื่อนแม่สรวยอยู่ตรงด้านหน้าของถ้ำแม่สรวย และที่นี่ยังทิ้งร่องรอยของการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวสิ่งก่อสร้างที่หักพัง

          ไปเที่ยวถ้ำแม่สรวยสิ่งที่ขาดไม่ได้คือไฟปัจจุบันถ้ำแม่สรวยไม่มีไฟฟ้าด้านในถ้ำจะมืดมากควรพกไฟฉายที่ให้แสงสว่างมากกว่าปกติ เพื่อจะได้ชมความงามของถ้ำแม่สรวยได้ทุกซอกทุกมุมของถ้ำ แนะนำอีกนิดไม่ควรไปเที่ยวถ้ำแม่สรวยคนเดียวอาจหลงถ้ำได้ถ้าไม่เคยไป เที่ยวเขื่อนแม่สรวยถ้ามีเวลาเหลืออย่าลืมไปชมความงาม ความยิ่งใหญ่ของถ้ำแม่สรวยและพระมหาเจดีย์พระบรมธาตุ "คุ้มเวียงสรวย" ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันปัจจุบันพระมหาเจดีย์พระบรมธาตุคุ้มเวียงสรวยเกิดการเอียงจากแผ่นดินไหวเชียงรายที่ผ่านมา





: ความเป็นมา หลักการและเหตุผล ::
          กองทัพภาคที่ 3 โดยจังหวัดทหารบกเชียงรายได้ประสานงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อสำรวจภูมิประเทศ และข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ ในห้วงระยะเวลา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-28 ธันวาคม 2542 ซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัดทหารบกเชียงราย ผู้แทนกองทัพภาคที่ 3 ผู้แทนสำนักราชวัง ผู้แทนสำนักงานพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ผู้แทนสำนักงานพัฒนาที่ดินเชียงราย และหัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตาช้าง ผลการสำรวจเบื้องต้น สรุปได้ว่าพื้นที่ที่จะจัดตั้งหมู่บ้านอยู่บริเวณแหล่งต้นน้ำแม่ตาช้าง เป็นพื้นที่ทำกินเก่าของชาวเขาเผ่าอาข่า (พิกัด NB 441891) ซึ่งฝ่ายปกครองได้อพยพออกไปเมื่อ 8 ปีก่อนแล้ว พื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากบ้านห้วยหญ้าไปทิศเหนือประมาณ 13 กิโลเมตรอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย หมู่ที่9 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

          วันที่ 16 มกราคม 2543 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่จัดตั้งหมู่บ้าน ตามพระราชดำริเมื่อปี 2542 หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตาช้าง ได้ถวายรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ป่า พื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน รวมพื้นที่จำนวน 15,000 ไร่ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงรับทราบและทอดพระเนตร พื้นที่โดยรอบด้วยความพอพระทัย ทรงตรัสขึ้นว่า นี่แหละที่ฉันฝันไว้ซึ่งหมายถึงว่าพื้นที่ที่จะจัดตั้งหมู่บ้าน ตรงกับที่พระองค์ทรงอยากจะให้เป็นอย่างนี้มานานแล้ว ผู้ช่วยสำนักพระราชวัง ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ(คุณสหัส บุญญาวิวัฒน์) ได้ขอพระราชทานชื่อ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้ใช้ชื่อโครงการดังกล่าวได้ เมื่อเวลา 16:29 น. และจะได้นำราษฎรชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ซึ่งไม่มีพื้นที่ทำกินเป็นของตนเอง จำนวน 21 ครอบครัว จำนวนประชากร 92 คน จากบ้านร่มฟ้าทอง ตำบลตับเต่า อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จำนวน 17 ครอบครัว และจากบ้านห้วยสะลัก ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายจำนวน 4 ครอบครัว เข้ามาอยู่ในโครงการเป็นการสนองพระราชดำริที่จะให้ คนอยู่ร่วมกับ ป่าโดยที่ คนไม่ทำลาย ป่าดังพระราชดำรัสของพระองค์ ที่ทรงตรัสเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2544 เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหา มหาราชินีว่า เพราะตกลงกับเขาก่อนแล้วว่าจะไม่มีการถางป่าหรือบุกรุกป่าเข้าไปอีก ถ้าอยากอยู่กับข้าพเจ้าในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่  ก็ต้องหยุด ชาวบ้านแถวนี้ต้องเป็นผู้สนับสนุนทะนุบำรุงป่าไปในตัว





จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนดอยช้าง

1.ชมแปลงปลูกดอกไม้และผลไม้เมืองหนาว ดอกนางพญาเสือโคร่งบาน
          เป็นแปลงปลูกผลไม้เมืองหนาว เช่า เกาลัด มะคาเดเมียนัต บ๊วย ท้อ พลับ พลัม กาแฟ ให้ผลผลิตในฤดูหนาว แต่ไม่มีจำหน่าย มีเจ้าหน้าที่พาชมแปลงปลูกพืชรอบพื้นที่ บริเวณดอยช้างมีอากาศดี และเย็นสบายเหมาะ สำหรับ การพักผ่อน ในช่วงเดือนธ.ค. ต้นม.ค. ดอกพญาเสือโคร่งจะบานเป็นสีมชมพูทั่วภูเขางดงามยิ่งนัก


2.ชิมกาแฟอาราบิกา
          เนื่องจากพื้นที่ดอยช้างอยู่ที่ระดับความสูงเกิน 1,000 เมตร เหมาะสำหรับปลูกกาแฟอาราบิกา จึงได้ผลผลิตดี ทางศูนย์ติดตั้งเครื่องคั่วบดกาแฟ เพื่อแปรรูปวัตถุดิบ มีกาแฟที่คั่วบดแล้วให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิม


3. บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
          บริเวณดอยช้างแห่งนี้ มีอีกหนึ่งสถานที่ที่สำคัญ และเหล่าชาวพุทธศาสนิกชนไม่ควรข้ามผ่านไปอย่างเด็ดขาด นั่นคือ บริเวณพุทธอุทยานดอยช้าง ซึ่งมีหลวงพ่ออำนาจ สีลคุโณ ได้มาปฏิบัติธรรมจำพรรษาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2532 เป็นผู้ดูแลรักษาพุทธอุทยาน ดอยช้าง ยังคงสภาพความเป็นธรรมชาติของป่าไม้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์มาก มีบึงน้ำ ขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่าสระมรกตอยู่กลางพุทธอุทยาน สีเขียวของน้ำบ่งบอกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ บริเวณ รอบๆ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ตลอดเส้นทางที่เดินไปก็จะมีเสียงกบ เสียงจิ้งหรีดร้องทักทาย อยู่ตลอด เวลา ทางเดินเล็กๆ จากบ่อน้ำจะนำพาเราไปสู่ลานพุทธสถานที่มีพระพุทธรูปปางต่างๆไว้ให้ประชาชน ได้กราบไหว้ สักการบูชา


4. จุดชมวิวดอยช้าง
          บริเวณโดยรอบของจุดชมวิวจะถุกประดับประดาไปด้วยพรรณไม้เมืองหนาวมากมาย หลากหลายสี ถ้ามาในช่วง ฤดูหนาว ที่จุดชมวิวแห่งนี้จะมีอากาศหนาวเย็นตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 5 โมงเย็นไปเลยทีเดียว เนินเล็กๆ ของจุด ชมวิว เป็นที่ให้นักท่องเที่ยวได้นักพักผ่อน และเฝ้ารอการกลับบ้านของพระอาทิตย์ ซึ่งแสงสุดท้ายที่สาดส่อง ขึ้น ไปทั่วฟ้าสวยงามเหลือจะบรรยาย แต่เราไม่มีโอกาสได้นั่งดูนานนัก เพราะถ้าพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ไม่นานที่นี่ ก็จะมืดสนิท ไม่สะดวกในการเดินทางเท่าไรนัก



ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม่สรวย เชียงราย





 ประวัติความเป็นมาของศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดเชียงราย

          วันที่ 25 มกราคม พุทธศักราช 2512  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช  พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระราชพิธีบวงสรวงสังเวยเป็นราชพลี และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศ ถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องด้วยข้อสันนิษฐานเบี้องต้นที่ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพเคลื่อนพลช้าง ม้าไปเมืองหาง โดยผ่านเวียงป่าเป้าและพักทัพอยู่ ณ พื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
          ในปีพุทธศักราช 2523คณะสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า เสนอโครงการสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อำเภอแม่สรวย ไปยังกรมศิลปากร ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างได้ในปีพุทธศักราช 2526
          วันที่ 5  กรกฏาคม พุทธศักราช 2530 คณะสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้ตั้งผ้าป่าสามัคคีหาทุนสร้างอาคารไม้ 1 หลัง เพื่อใช้เป็นศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชชั่วคราว ณ หมู่ที่ 13 ถนนเชียงราย-เชียงใหม่ ตำบลแม่พริก อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

เจ้าพระยาไชยานุภาพ และเจ้าพระยาปราบไตรจักร

          วันที่  3 กันยายน พุทธศักราช 2533 ได้มีการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมเงินทุน 500,000 บาท โดยมีองค์กรเอกชน ส่วนราชการ และพ่อค้าประชาชน ได้ร่วมบริจาคด้วย รายได้ส่วนหนึ่งมาจากการจำหน่ายต้นพันธุ์จำปีพร้อมปลูก ต้นละ 3,000  บาท และเชิญผู้บริจาคร่วมปลูกพร้อมมีป้ายชื่อผู้ปลูกทุกต้นด้วย นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่สรวย และผู้บังคับการจังหวัดทหารบกในขณะนั้น (ปัจจุบันคือ พล.อ.แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา)
          วันที่  4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2537 ได้มีพิธีอัญเชิญพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจำลอง มาจากเมืองพิษณุโลกมาประดิษฐาน ณ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดเชียงราย
          วันที่ 13 พฤษภาคม พุทธศักราช 2545 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธีหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่าพระองค์จริง ณ วัดบวรนิเวศวรวิหาร

          วันที่ 25 มกราคม พุทธศักราช 2546 ได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมรูปเท่าพระองค์จริงมาประดิษฐาน ณ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตราบเท่าทุกวันนี้

หอประวัติศาสตร์การเดินทัพสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

          ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 69 ไร่ ถนนเชียงใหม่-เชียงราย กม.ที่ 129 เลขที่ 139 หมู่ 13 ต.แม่พริก อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ก่อนถึงที่ว่าการอำเภอแม่สรวย ประมาณ 2 กิโลเมตร ณ บริเวณอุทยานอันเป็นที่ตั้งศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เฉลิมพระเกียรติแห่งแรก และแห่งเดียวในประเทศไทยอีกด้วย ด้วยระบบที่ทันสมัย 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ได้จากห้องแสดงภาพอดีตและปัจจุบัน  (Then & Now) และจากจอคอมพิวเตอร์ระบบสัมผัส (Touch Screen Computer)

                       ที่มา:http://banjong4000.blogspot.com/2012/07/blog-post_20.html






พระธาตุจอมแจ้ง แม่สรวย เชียงราย



          วัดพระธาตุจอมแจ้ง ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 12 ต.แม่สรวย อ.แม่สรวย จ.เชียงราย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณกาล ชาวบ้านเรียกว่า "วัดพระธาตุจอมแจ้ง" เพราะมีพระธาตุอยู่ก่อนแล้ว เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในบางคืนชาวบ้านบางท่านจะเห็นแสงของพระธาตุออกจากองค์พระธาตุวนเวียนไปมา และชาวบ้านต่างเคารพบูชาองค์พระธาตุจอมแจ้งเป็นอย่างยิ่ง เมื่อถึงเทศกาลทำนาปีไหนฟ้าฝนไม่อำนวย ชาวบ้านนิยมนำดอกไม้ธูปเทียนขึ้นมาบูชาอธิฐานขอให้ฝนตก มักจะสำเร็จสมปรารถนาของชาวบ้านสมัยนั้น จึงมีการทำบุญเป็นประเพณี ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เหนือ ตรงกับวันวิสาขบูชา เป็นประจำทุกปีตลอดมาจนถึงปัจจุบัน...
          วัดพระธาตุจอมเป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณ ตามตำนานกล่าวว่ามีพระมหาเถระเจ้ารูปหนึ่งได้เดินทางจาริกเทศนาสั่งสอนพุทธศาสนิกชน เพื่อเป็นการประกาศพุทธศาสนา มาจนถึงสถานที่แห่งนี้ถึงรุ่งสว่างพอดี เมื่อปี พ.ศ. 2001 จึงได้ขอวานตาแก่คนหนึ่งที่ปฏิบัติธรรมเฝ้ารักษาพระธาตุแห่งนี้ ให้ไปตักน้ำที่แม่น้ำช่วยขึ้นมาล้างหน้า และได้พักอยู่ที่นี่ 7 วัน ก่อนที่จะเดินทางต่อไป ได้มอบพระบรมสารีริกธาตุให้ตาแก่คนนั้นนำไปบรรจุลงในพระธาตุจนเป็นที่สำเร็จลุล่วงแล้ว จึงเดินทางจาริกต่อไปและยังได้ทำนายไว้ว่าสมัยต่อไปข้างหน้านี้ ชาวบ้านจะเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "พระธาตุจอมแจ้ง"
          เชื่อกันว่า ถ้าได้กราบไหว้พระธาตุจอมแจ้งและตั้งจิตอธิฐานท่านจะประสบความสำเร็จ และรู้แจ้งเห็นจริง ดังนั้นทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 จะมีการจัดงานบุญประเพณีทุกปี...
          การเดินทางไปวัดพระธาตุจอมแจ้ง เมื่อมาถึงหน้าที่ว่าการอำเภอแม่สรวยแล้ววัดพระธาตุจอมแจ้งจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหน้าที่ว่าการอำเภอแม่สรวยจะมีซอยเข้าวัดตรงหน้าที่ว่าการอำเภอแม่สรวย ถนนแคบนิดหนึ่ง เพราะเป็นถนนในหมู่บ้าน ขับเข้าไปไม่ไกลเท่าไร ระยะทาง 300 เมตร ถนนขึ้นวัดพระธาตุจอมแจ้งสูง โค้ง แคบ และชันหรือจะออกกำลังขาเดินขึ้นตรงบันไดหน้าวัดก็ได้สูงเหมือนกัน..






วนอุทยานดอยกาดผี




          วนอุทยานดอยกาดผี ตั้งอยู่บริเวณบ้านห้วยชมภู ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ลาวฝั่งซ้ายและแม่กกฝั่งขวา ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีเนื้อที่ประมาณ 6,250 ไร่ เป็นแหล่งที่มีทิวทัศน์สวยงามที่สำคัญของราษฎรในท้องถิ่น เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว ตลอดจนเทศกาลและประเพณีต่างๆ
          กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะโดดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงาม เพื่อเป็นการสงวนคุ้มครองพื้นที่ให้คงอยู่ตลอดไป เพื่อประโยชน์เป็นแหล่งศึกษาวิจัยค้นคว้า และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน รวมทั้งเพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมตลอดจนความหลากลายทางชีวภาพ สำหรับเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและอยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งอาหาร แหล่งนันทนาการ และการท่องเที่ยวทางธรรมชาติของประชาชน จึงได้นำเรื่องเรียนปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายยงยุทธ ติยะไพรัช) ให้ความเห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 และได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานดอยกาดผี เนื้อที่ 6,250 ไร่ ตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ 1509/2549 ลงวันที่ 29 กันยายน 2549

ลักษณะภูมิประเทศ
          ลักษณะทั่วไปเป็นเทือกเขาสูง ทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ พื้นที่ลาดเอียงไปทางทิศตะวันตก โดยมีความลาดชันประมาณ 30-45 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง 800-1113 เมตร
ลักษณะภูมิอากาศ
          สภาพอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 12 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 37.7 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีเท่ากับ 1,805 มิลลิเมตร โดยจะมีช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม และช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์
  
พรรณไม้และสัตว์ป่า
          พืชพรรณส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ โดยมีไม้ยืนต้น กระจายเต็มพื้นที่ และมีไม้สักปะปนคละกับไม้อื่น เช่น เสี้ยว ก่อ ทะโล้ นอกจากนั้นยังมีพืชพวกกลุ่มเฟิน และกล้วยไม้หลากพันธุ์ขึ้นอยู่ตามบริเวณยอดดอยกาดผี
          สัตว์ป่าประกอบด้วย นกกระปูด นกกางเขนดง นกปรอดหัวโขน นกกะราง นกแอ่นบ้าน ไก่ป่า กระต่ายป่า อ้นเล็ก กระจ้อน กระแตธรรมดา กระรอก งูชนิดต่าง ๆ ตุ๊กแก จิ้งจก จิ้งเหลน คางคกบ้าน และกบห้วย จิงโจ้น้ำ เป็นต้น
บ้านพัก และค่ายพักแรม
         ไม่มีบ้านพักบริการแก่นักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะเดินทางไปพักแรมและพักผ่อนหย่อนใจหรือศึกษาหาความรู้ทางธรรมชาติ โปรดนำเต็นท์ไปกางเอง



แหล่งท่องเที่ยว
         ดอยกาดผี เป็นยอดเขา สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,113 เมตร มีลำน้ำไหลลงสู่ชุมชน รอบยอดเขาเป็นป่าสมบูรณ์ร่มรื่น มีทิวทัศน์สวยงาม สามารถชื่นชมทะเลหมอกได้