เทศกาลอำเภอแม่สรวย
งานชิมชาวาวี
ชิมกาแฟสดรสดี ดอยช้าง งามเสริมสร้างวัฒนธรรมประเพณีชนเผ่า ตำบลวาวี
จุดเด่นของดอยวาวี นอกเหนือจากชารสดีและกาแฟรสเยี่ยมแล้ว
ในช่วงหน้าหนาว โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์
ยังจะได้เห็นดอกพญาเสือโคร่งสีชมพูสดใสบานเต็มไปหมด จนบางคนเรียกว่า 'ดอกซากุระเมืองไทย'
จุดชมความงามของซากุระที่ดอยวาวีนั้น
จะอยู่ที่ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตเชียงราย
(สถานีทดลองเกษตรที่สูงวาวี) บน 'ดอยช้าง'
เขาลูกหนึ่งแห่งดอยวาวีที่มีรูปร่างเหมือนช้างสองแม่ลูก
ที่สถานีแห่งนี้นอกเหนือจากไม้เมืองหนาวนานาชนิดแล้ว ยังมีพุทธอุทยาน
อันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสมเด็จพระพุทธสิกชี สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่สถานีฯ
กลางพุทธอุทยานมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 9 แห่งที่นำไปทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
ซึ่งมีน้ำใสสะอาดไหลเย็นฉ่ำตลอดทั้งปีไม่เคยเหือดแห้ง หลายๆ
คนนิยมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์มาล้างหน้าล้างตาดื่มกินเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตด้วย
สำหรับประวัติความเป็นมาของดอยวาวี
เดิมเป็นหมู่บ้านที่ทหารกองทัพที่ 5
สังกัดกองพล 93
อพยพเข้ามาลงหลักปักฐานในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ดอยแม่สลอง เมื่อราว พ.ศ.2504 หมู่บ้านวาวีเป็นหมู่บ้านเล็กกว่าหมู่บ้านสันติคีรี บนดอยแม่สลอง
แต่ยึดอาชีพปลูกชาพันธุ์พื้นเมืองมาก่อน เนื่องจากละแวกดอยวาวี
มีชาป่าขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป ชาป่าเป็นชาพันธุ์พื้นเมือง หรือที่เรียกว่า
ชาพันธุ์อัสสัม คนเหนือนำไปหมัก ทำเมี่ยง หรือไปชงเป็นชาแดง แต่ไม่หอมเท่าชาอู่หลง
และให้ผลผลิตไม่ดี อีกทั้งตั้งอยู่บนดอยห่างไกล ผลผลิตเมื่อนำออกสู่ตลาด จึงมีราคาสูง
ส่งขายสู้คู่แข่งไม่ได้ ชาววาวีไม่น้อย จึงหันไปทำสวนผลไม้ ได้แก่ ลิ้นจี่ และส้ม
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ชาพันธุ์ชิงชิง และชาเบอร์ 12
จากไต้หวันได้ถูกนำมาปลูกบนดอยแม่สลองเพื่อผลิตเป็นชาอู่หลง และได้รับความนิยม
ชาวบ้านบนดอยวาวี จึงเริ่มหันมาปลูกชาพันธุ์ใหม่แทนพันธุ์พื้นเมืองกันมากขึ้น
หนาวนี้ใครสนใจชิมชาหรือจิบกาแฟบนดอยวาวี
พบกันวันที่ 1 ธันวาคม 2557
- 31 มกราคม 2558 ร่วมกิจกรรมสนุกสนานมากมาย
เช่น การเดินขบวน การแข่งขันกีฬาชาวดอย วิ่งเข็นครก, ตีลูกข่าง,
ยิงหน้าไม้, ขว้างสาก, ชักเย่อ
ฯลฯ สามารถเดินทางไปร่วมงานได้
บวงสรวงหลวงพ่อทองคำและปอยหลวงวัดหนองหล่ม แม่สรวย เชียงราย
งานบวงสรวงหลวงพ่อทองคำและปอยหลวง
เป็นอีกงานหนึ่งที่ทางวัดหนองหล่ม ตำบลเจดีย์หลวง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
ได้จัดขึ้นเป็นงานประจำปีของวัดหนองหล่ม เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา
พร้อมกับทำพิธียกช่อฟ้าวิหารหลังใหม่ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการก่อสร้าง
และงานรื่นเริง
เป็นอีกงานหนึ่งที่แต่ละวัดจะจัดขึ้นเมื่อมีการจัดงานปอยหลวงขึ้นถือเป็นประเพณี
เช่น ซอ มวย รำวงย้อนยุค หนังกลางแปลง ลิเก เป็นต้น ส่วนหลวงพ่อทองคำเป็นพระพุทธรูปที่มีอายุยาวนานตั้งอยู่ด้านในของวิหารหลังปัจจุบัน...
งานบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม่สรวย เชียงราย
เชิญเที่ยวงานบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม่สรวย เชียงราย
อำเภอแม่สรวยร่วมกับชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน
ขอเชิญเที่ยวงานบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ระหว่างวันที่ 18-22 มกราคม 2559
ณ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ใกล้โรงบาลแม่สรวย ซึ่งจะจัดเป็นประจำทุกปี
ชมขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามของแต่ละตำบล การออกร้านมัจฉากาชาด
ประกวดธิดาแม่สรวย ประกวดลูกสาวกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน รำวง ดิสโก้เธค สินค้าราคาถูก
สวนสนุก และพบกับศิลปินนักร้องชื่อดัง อย่าลืมไปเที่ยวและสักการะกราบไหว้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกันนะค่ะ...
ประเพณีอำเภอแม่สรวย
ประเพณีโล้ชิงช้าชาวอาข่า
ประเพณีโล้ชิงช้า
หรือ งานเทศกาลปีใหม่โล้ชิงช้าของชาวอาข่า (อีก้อ) จัดขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2557
- 30 กันยายน 2557 เป็นการรำลึกถึงพระคุณแห่งเทพธิดา "อึ่มซาแยะ"
ผู้ประทานความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ให้กับพืชพันธุ์ธัญญาหาร
และเพื่อเป็นการฉลองให้กับพืชผลที่มีความเจริญงอกงามรอเก็บเกี่ยว
รำลึกและให้เกียรติสตรี พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ, การเลี้ยงฉลอง, การเต้นรำ ซึ่งแต่ละชุมชนจะไม่ตรงกัน เนื่องจากการกำหนดวันจัดพิธีกรรมต้องดูความเหมาะสมของวันที่จะเริ่มทำพิธี
แต่จะต้องเป็นวันดีและเข้ากันได้กับผู้นำชุมชนนั้น ๆ
ประเพณีโล้ชิงช้า หรืออ่าข่าเรียกว่า
"แย้ขู่อ่าเผ่ว" ซึ่งจะมีการจัดขึ้นทุกๆ ปี ประมาณปลายเดือนสิงหาคม
ถึงต้นเดือนกันยายนซึ่งจะตรงกับ ช่วงที่ผลผลิต กำลังงอกงาม
และพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่วัน
ในระหว่างนี้อ่าข่าจะดายหญ้าในไร่ข้าวเป็นครั้งสุดท้าย
หลังจากดายหญ้าแล้วก็รอสำหรับการเก็บเกี่ยว ตรงกับเดือนของอ่าข่าคือ “ฉ่อลาบาลา” ประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอ่าข่า
ถือเป็นพิธีกรรมที่มีคุณค่ามากด้วยภูมิปัญญาที่ใช้ในการส่งเสริมความรู้แล้ว
ยังเกี่ยวพันกับการดำรงชีวิตประจำวันของอ่าข่าอีกมากมาย
และหลังจากที่จัดงานประเพณีโล้ชิงช้าเสร็จแล้ว
ชุมชนอ่าข่าก็จะไม่มีการตัดไม้ดิบเข้ามาในชุมชนอีก ไม้ดิบในที่นี้คือไม้ยืนต้น
หรือไม้ทุกชนิดที่ยังไม่ได้ถูกตัด ยกเว้นกรณีที่มีคนตายแล้วเท่านั้น
จึงถือว่าเป็นวันเข้าพรรษาของชาวอ่าข่าอีกเช่นกัน
ในการจัดประเพณีโล้ชิงช้าแต่ละปีของอ่าข่า จะต้องมีฝนตกลงมา ถ้าปีไหนเกิดฝนไม่ตก
อ่าข่าถือว่าไม่ดี ผลผลิตที่ออกมาจะไม่งอกงาม ประเพณีโล้ชิงช้า
มีระยะเวลาในการจัดรวม 4 วันด้วยกัน โดยแต่ละวันมีกำหนดการดังนี้
วันที่ 1" จ่าแบ"
ผู้หญิงอ่าข่าอาจเป็นแม่บ้านของครัวเรือน
หรือถ้าแม่บ้าน ไม่อยู่อาจเป็นลูกสาวไปแทนก็ได้
ก็จะแต่งตัวด้วยชุดประจำเผ่าเต็มยศแล้วออกไปตัดน้ำที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
เพื่อจะนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาน้ำที่ตักมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
อ่าข่าเรียกว่า "อี๊จุอี๊ซ้อ"
การเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วของแต่ละครอบครัว
และในวันนี้ก็มีการตำข้าวปุ๊ก “ห่อถ่อง” ข้าวปุ๊ก หรือห่อถ่อง คือข้าวที่ได้จากการตำอย่าง ละเอียดโดยก่อน
ที่จะตำก็จะนำข้าวสาร (ข้าวเหนียว) แช่ไว้ประมาณ 1 คืน พอรุ่งเช้าก็นำมานึ่ง
หลังจากนึ่งเสร็จ หรือได้ที่แล้วก็จะมีการโปรยด้วยน้ำอีกรอบหนึ่ง
แล้วก็นึ่งต่อระหว่างที่รอข้าวสุก ก็จะมีการ ตำงาดำผสมเกลือไปด้วย
เพื่อไม่ให้ข้าวเหนียวที่ตำติดมือเวลานำมาปั้นข้าวปุ๊กซึ่งต้องใช้ในการทำพิธีเช่นกัน
วันที่ 2 วันสร้างชิงช้า
เป็นวันที่ทุกคนจะมารวมตัวกันที่บ้านของ
“โจว่มา” ผู้นำศาสนา
เพื่อจะปรึกษา และแบ่งงานในการจะปลูกสร้างชิงช้าใหญ่ของชุมชน หรืออ่าข่า เรียกว่า “หล่าเฉ่อ” ในวันนี้จะไม่มีการทำพิธีใดๆ
ทั้งสิ้น แม้กระทั่งสัตว์ก็จะไม่ฆ่า หลังจากที่สร้างชิงช้าใหญ่ของชุมชนเสร็จ
ก็จะมีพิธีเปิดโล้ชิงช้าโดย โจว่มา ผู้นำศาสนา จะเป็นผู้เปิดโล้ก่อน
จากนั้นทุกคนก็สามารถโล้ได้ หลังจากที่สร้างชิงช้าใหญ่ของชุมชนเสร็จ
ต้องมาสร้างชิงช้าเล็กไว้ ที่หน้าบ้าน ของตนเองอีกเพื่อให้ลูกหลานของตนเล่น
ทุกครัวเรือนจะต้องสร้างเพราะถือว่าเป็นพิธี
วันที่ 3 “วัน ล้อดา
อ่าเผ่ว”
วันนี้ถือเป็นวันพิธีใหญ่
มีการเลี้ยงฉลองกันทุกครัวเรือนมีการเชิญผู้อาวุโส
หรือแขกต่างหมู่บ้านมาร่วมรับประทานอาหารในบ้านของตน ผู้อาวุโสก็จะมี
การอวยพรให้กับเจ้าบ้านประสบแต่ความสำเร็จในวันข้างหน้า
วันที่ 4 “จ่าส่า”
สำหรับในวันนี้จะไม่มีการประกอบพิธีกรรมอะไรทั้งสิ้น
นอกจากพากันมาโล้ชิงช้า แต่พอตะวันตกดิน หรือประมาณ 18.00 น
ผู้นำศาสนาก็จะทำการเก็บ เชือกของชิงช้า โดยการมามัดติดกับเสาชิงช้า
ถือว่าบรรยากาศในการโล้ชิงช้าก็จะได้จบลงเพียงเท่านี้ และหลัง
อาหารค่ำก็จะทำการเก็บ เครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ เข้าไว้ที่เดิม
หลังจากที่เก็บเครื่องเซ่นไหว้เหล่านี้แล้วถือว่าเสร็จสิ้นพิธีกรรมประเพณีโล้ชิงช้า
ประเพณีปีใหม่
(กินวอ) ชาวเขาเผ่าลาหู่ บ้านแม่ผักแหละ แม่สรวย เชียงราย
วันที่ 1
มกราคมของทุกปี จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนเมืองหรือคนพื้นราบ
แต่ปีใหม่ของชาวเผ่าลาหู่จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธุ์ ซึ่งจะจัดขึ้นปีละครั้ง
แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะจัดขึ้นวันที่เท่าไรของเดือน สำหรับปีนี้ประเพณีปีใหม่ (กินวอ)
ของชาวเขาเผ่าลาหู่ หรือว่ามูเซอแดง ที่บ้านแม่ผักแหละ อำเภอแม่สรวย
จังหวัดเชียงราย เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 - 9 กุมภาพันธุ์ 2557 รวมทั้งหมด 7 วัน 7
คืนด้วยกัน ตลอดระยะเวลาตามประเพณีปีใหม่ของชาวเขาลาหู่ จะหยุดการทำงาน เช่น ทำไร่
ทำนา เพื่อมาร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ และรื่นเริงกัน โดยแบ่งประเพณีขึ้นปีใหม่
(กินวอ) ของผู้หญิง 3 วัน และของผู้ชาย 4 วัน
ชาวเขาเผ่ามูเซอแดงที่บ้านแม่ผักแหละมีทั้งนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และนับถือทั้ง 2
ศาสนา
วันปีใหม่ของชาวเขาเผ่าลาหู่....จะใช้หมูดำเป็นหลักในการเซ่นสังเวยต่อเทพเจ้าที่ชาวลาหู่ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก
โดยจะใช้ส่วนที่เป็นหัวของหมูเซ่นสังเวย และข้าวปุ๊ก
ข้าวปุ๊กทำจากข้าวเหนียวที่สุกแล้วนำมาตำและปั้นเป็นแผ่นกลมแบนโรยด้วยงา
เวลาไปเที่ยวที่บ้านของชาวลาหู่ เขาจะให้เป็นของฝากกับแขกที่ไปเยี่ยมที่บ้าน
ส่วนเนื้อหมูก็จะนำมาทำเป็นอาหาร
สำหรับเลี้ยงสังสรรคนในครอบครัวที่ออกไปทำงานต่างถิ่นและกลับมาเยี่ยมบ้านในวันประเพณีปีใหม่
ส่วนกลางคืนก็จะเป็นการเต้นรอบต้นวอหรือต้นไม้ปีทุกคืนจนกว่าประเพณีกินวอจะหมดเทศกาล...
กฐินสามัคคีวัดแสงแก้วโพธิญาณ
แม่สรวย เชียงราย
ประเพณีทอดกฐิน
มีการจัดทอดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังประเพณีออกพรรษา
และต้องมีพระภิกษุจำพรรษาโดยไม่ขาดพรรษาเลย ไม่ต่ำกว่า 5 รูป
และแต่ละวัดสามารถรับกฐินได้ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น การทอดกฐินเป็นกาลทานตามพระวินัย
กำหนดกาลไว้คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12
สำหรับกฐินสามัคคีวัดแสงแก้วโพธิญาณปีนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18-19 ตุลาคม 2557
เพื่อหาทุนสร้างหอพระแก้วไม้สัก หาทุนสร้างพระวิหารหลวง หาทุนสร้างโรงทาน
และหาทุนสร้างกุฏิสงฆ์
คำว่า
"กฐิน" แปลว่า "ไม้สะดึง"
คือกรอบไม้ชนิดหนึ่งสำหรับขึงผ้าให้ตึง สะดวกแก่การเย็บ
การทำจีวรในสมัยโบราณจัดเป็นงานเอิกเกริก เช่น ตำนานกล่าวไว้ว่า การเย็บจีวรนั้น
พระเถรานุเถระต่างมาช่วยกัน เป็นต้นว่า พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ
แม้สมเด็จพระบรมศาสนาก็เสด็จลงมาช่วย การทำบุญทอดกฐินเป็นกุศลแรงเพราะเป็นกาลทาน
ดังนั้นถ้าพุทธศาสนิกชนมีความเลื่อมใสใคร่จะทอดกฐิน ก็ต้องจองกฐิน
แล้วเขียนหนังสือปิดประกาศไว้ ณ วัดนั้น เพื่อให้รู้ทั่วๆ กัน
ครั้นกำหนดวันทอดกฐินแล้วก็เตรียมจัดหาเครื่องผ้ากฐินคือ ไตรจีวรพร้อมทั้งเครื่องบริขารอื่นๆ
อานิสงส์กฐิน
บุญทอดกฐินนั้นเป็นบุญใหญ่
เพราะเป็นกาลทานที่จำกัดด้วยกาลเวลาทั้งเป็นสังฆทานอันบริสุทธิ์ที่ถวายแด่หมู่สงฆ์
ยิ่งถ้าได้ทุ่มเททำอย่างสุดกำลังชนิดที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน
ด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง บุญที่เกิดขึ้นย่อมมีอานุภาพมากไม่มีประมาณ
บุญนั้นย่อมส่งผลโดยเร็วพลันให้ผู้ทำมีชีวิตที่เจริญ รุ่งเรืองขึ้นในปัจจุบัน
และบุญยังส่งผลต่อไปในอนาคตให้ได้เสวยทิพยสมบัติในสวรรค์
เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเลิกยากจนไปทุกชาติ ตราบวันเข้าสู่พระนิพพาน







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น